บ่อนกาสิโนเสรีเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมานาน โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในช่วงที่ผ่านมา มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาแนวทางการเปิดสถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) รวมถึงการจัดเก็บรายได้และภาษีจากธุรกิจกาสิโนถูกกฎหมาย ตลอดจนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาบ่อนการพนันผิดกฎหมาย การแพร่ระบาดของตู้เกมพนันไฟฟ้า และการพนันออนไลน์ ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงพื้นที่พูดคุยกับภาคประชาชน สังคม และภาคธุรกิจบ้างแล้ว แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ รายได้จากกาสิโนที่คาดการณ์ว่าจะสูงถึงหลายล้านล้านบาท โดยมีการนำไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เปิดให้บริการกาสิโนเสรี

“เชื่อไหม… คนไทยส่วนใหญ่กลัวกาสิโน เพราะพวกเขารู้ดีว่า เมื่อคนติดการพนันในกาสิโน มักจะเล่นต่อเนื่อง ไม่ยอมกลับบ้าน และใช้เงินจำนวนมากจนเป็นหนี้ แม้ว่าคนไทยจะนิยมเล่นหวยและซื้อลอตเตอรี่กันมาก แต่การพนันประเภทนั้นเป็นการเล่นเพียงเดือนละสองครั้ง ในขณะที่กาสิโนเปิดโอกาสให้เล่นได้ตลอดเวลา ทำให้เกิดความกังวลว่าคนใกล้ชิดอาจติดการพนัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงสังคม” รศ.ดร.นวลน้อย กล่าว

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ฯ ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเปิดกาสิโนถูกกฎหมายทุก ๆ 2 ปี โดยในปี 2562 และ 2564 ได้รับผลสำรวจที่น่าสนใจ ปี 2562 มีผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 50,000 คนจากทุกจังหวัด ส่วนปี 2564 มีจำนวนมากกว่า 7,000 คน ผลสำรวจพบว่ามากกว่าครึ่ง หรือกว่า 50% ของประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเปิดกาสิโน ส่วนผู้ที่เห็นด้วยมีประมาณ 30% ขณะที่อีกกว่า 10% ไม่มีความเห็นหรือยังไม่แน่ใจ จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับกาสิโน… ด้าน ดร.นณริฏ เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการพูดถึงกาสิโนในสองรูปแบบ คือ

  • การตั้งกาสิโนในพื้นที่เฉพาะ
  • การพนันเสรี คล้ายกับแนวคิด “สุราก้าวหน้า” ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถผลิตและจำหน่ายได้

“ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการพนันเสรี เพราะหากเปิดให้เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา ย่อมเป็นอันตรายอย่างมาก ทุกวันนี้การพนันก็มีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว แม้กระทั่งในงานศพยังมีการตั้งวงเล่นกัน”

นักวิชาการอาวุโสจากทีดีอาร์ไอเสนอว่า หากประเทศไทยมีการเปิดกาสิโนจริง ควรดำเนินการภายใต้เงื่อนไขที่รัดกุม โดยใช้โมเดลคล้ายมาเก๊า ซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่

  • การกำหนดพื้นที่เฉพาะสำหรับกาสิโน
  • การคัดกรองผู้เล่น เช่น อนุญาตให้ชาวต่างชาติเล่นได้เสรี หรือหากเป็นคนไทยต้องมีเงื่อนไข เช่น มีรายได้เพียงพอและไม่มีหนี้สิน
  • การกำหนดกลไกคิดค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม เพื่อให้รายได้บางส่วนถูกนำมาใช้แก้ไขปัญหาสังคม เช่น การลดปัญหาหนี้นอกระบบ โดยอาจแบ่งจากกำไรหรือค่าธรรมเนียมใบอนุญาตกลับคืนสู่สังคม

หากเปิดคาสิโน กลไกการควบคุมภาครัฐต้องเข้มแข็ง

ดร.นณริฏ อธิบายว่า จากการศึกษาข้อมูลจากต่างประเทศ พบว่าภาครัฐของหลายประเทศมีกลไกช่วยเหลือและมาตรการรองรับ เช่น การเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวสามารถยื่น “ลิสต์รายชื่อ” เพื่อห้ามบุคคลในครอบครัวหรือแม้แต่ตัวเองจากการเข้าสู่บ่อนการพนัน นี่คือตัวอย่างของมาตรการที่จำเป็นต้องมี โดยหลักการแล้ว ควรมีหน่วยงานภาครัฐและภาควิชาการเข้ามาควบคุมและกำกับดูแล ไม่ใช่เพียงแค่ขายใบอนุญาตแล้วปล่อยให้เอกชนดำเนินการอย่างอิสระ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ภาคธุรกิจ” อาจมีอำนาจเหนือ “ภาครัฐ” หากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง เพราะหากปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินกิจการไปโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม อาจนำไปสู่การแทรกแซงอำนาจรัฐได้

ที่ผ่านมา เคยเกิดกรณีที่กาสิโนร่วมมือกับนักพนันเพื่อโกงการแข่งขันโป๊กเกอร์ โดยสมรู้ร่วมคิดกันโกงผู้เล่นคนอื่น กรณีนี้ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องกันตามมา ดังนั้น ภาครัฐต้องมีกฎหมายและมาตรการลงโทษที่ชัดเจน เช่น การยึดใบอนุญาต เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต ซึ่งเมื่อมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกแทรกแซงได้