การประชุมระหว่างอัยการและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จัดขึ้นเพื่อหาแนวทางดำเนินคดี ก่อนนำไปสู่การออกหมายจับ 3 ผู้นำกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ได้แก่

  • พ.อ.ชิตตู (Saw Chit Thu) หรือ พล.ต.หม่อง ชิตตู
  • พ.ท.โมเต ทุน (Lieutenant Colonel Mote Thone)
  • พ.ต.ทิน วิน (Major Tin Win)

การดำเนินคดีนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธการกวาดล้างกลุ่มทุนจีนเทาในเมียนมา แต่เป็นคดีพิเศษที่ 304/2565 ซึ่งเป็นคดีค้างเก่าที่ต้องการเร่งให้ยุติ เนื่องจากมีการประสานงานจากทางการอินเดียให้ช่วยเหลือชาวอินเดีย 8 คนที่ถูกหลอกไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ หรือโรแมนซ์สแกม ที่บ่อนเฮงเชง จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา ตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ต่อมาทางไทยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายกลับมาได้อย่างปลอดภัย และส่งตัวกลับประเทศไปแล้ว

มีรายงานว่า เจ้าของบ่อนเฮงเชง รีสอร์ตแอนด์กาสิโน ทำสัญญาเช่าพื้นที่เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2560 กับ กองพลน้อยที่ 4 ของกองกำลัง BGF ซึ่งมี พล.ต.ชิตตู เป็นผู้บัญชาการกองกำลัง นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ทำให้มีการแจ้งข้อหาต่อ พล.ต.ชิตตู และพรรคพวก ในข้อหาค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตาม ข้อหาองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติยังไม่ได้ถูกแจ้ง เนื่องจากต้องขยายผลสอบสวนเพิ่มเติม

พล.ต.ชิตตู เป็นขุนศึกชาวกะเหรี่ยง และเป็นผู้ก่อตั้งและเลขาธิการของ กองกำลังพิทักษ์ชายแดนกะเหรี่ยง (BGF) และกองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNA) ซึ่งอยู่ภายใต้กองทัพเมียนมา (Tatmadaw) นอกจากนี้ เขายังเป็นอดีตประธาน Chit Linn Myaing Group (CLM) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ครอบครัวของเขาบริหารร่วมกับ BGF และมีผลประโยชน์มหาศาลในเมืองชเวโก๊กโก (Shwe Kokko) ตั้งแต่ปี 2017 โดยร่วมพัฒนาโครงการ Yatai New City กับ เสอ จื้อเจียง เจ้าของบริษัท Yatai International Holding Group

พ.ท.โมเต ทุน เป็นรองเลขาธิการ BGF และ KNA มีอำนาจควบคุมพื้นที่ตอนใต้ของ จ.เมียวดี ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มอาชญากรรม เช่น 14K, Dongmei Zone และ KK Park ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการฉ้อโกงออนไลน์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์

ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า คดีนี้มีผู้ต้องหา 5 ราย ได้แก่

  • พล.ต.ชิตตู
  • พ.ท.โมเต ทุน
  • พ.ต.ทิน วิน
  • คนไทย 2 คน ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทและพนักงานของบริษัทที่เกี่ยวข้อง

กลุ่มนี้ถูกแจ้งข้อหาค้ามนุษย์ กักขัง และให้ที่พักพิง โดยพบว่ามีการใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่านในการกระทำอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่ได้รับคำแนะนำจากอัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานคดีค้ามนุษย์ 1 เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินคดีต่อไป

พบว่าการค้ามนุษย์ผ่านแก๊งคอลเซนเตอร์เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2566 มีชาวอินเดียกว่า 5,000 คน ถูกหลอกไปทำงานในกัมพูชา สูญเสียเงินรวมกว่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,000 ล้านบาท) โดยเหยื่อส่วนใหญ่ถูกหลอกว่าได้งานกรอกข้อมูลออนไลน์ แต่ถูกบังคับให้ทำงานแก๊งคอลเซนเตอร์แทน

รัฐบาลอินเดียสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายได้ 250 คน แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ โดยพบว่าผู้บงการอยู่เบื้องหลังเป็น ชาวจีน และมี ชาวมาเลเซีย เป็นผู้ช่วยแปลคำสั่ง

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีชาวอินเดียจำนวนมากถูกหลอกไปทำงานที่ จ.เมียวดี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ พล.ต.หม่อง ชิตตู พวกเขาถูกบังคับให้เป็นแก๊งคอลเซนเตอร์ และโรแมนซ์สแกม ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน จนรัฐบาลอินเดียต้องออกคำเตือนให้ประชาชนระวัง

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า การออกหมายจับ พล.ต.หม่อง ชิตตู อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเขามักเดินทางเข้า-ออกไทยและเมียนมา เพื่อรักษาอาการป่วย อย่างไรก็ตาม หมายจับจะทำให้เขา ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ อีกทั้งยังเป็นมาตรการกดดันให้ไม่มีการสนับสนุนแก๊งคอลเซนเตอร์อีกต่อไป

ด้าน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า คดีนี้มีการพาดพิง พล.ต.หม่อง ชิตตู ในประเด็นค้ามนุษย์ และยังมีการออกหมายจับชาวต่างชาติรายอื่นด้วย โดยคดีนี้อาจขยายไปสู่ คดีฟอกเงิน ซึ่งขึ้นอยู่กับความร่วมมือของรัฐบาลเมียนมา

ปัญหาการค้ามนุษย์ คอลเซนเตอร์ และฉ้อโกงออนไลน์ ถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับโลก โดยเฉพาะที่ ชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งรวมของอาชญากรรมเหล่านี้ หากไม่มีการดำเนินคดีอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาจะเป็นไปได้ยาก และอาจกลายเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นในอนาคต